ลงประกาศฟรี
ค้นหาประกาศ

บทวิเคราะห์ฟอเร็กซ์และคริปโตเคอเรนซีประจำวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2021

1 บาท
Heng Paidi
4 พฤศจิกายน 2021

บทวิเคราะห์ฟอเร็กซ์และคริปโตเคอเรนซีประจำวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2021

บทวิเคราะห์ฟอเร็กซ์และคริปโตเคอเรนซีประจำวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2021
EUR/USD: หลังการประชุมธนาคารกลางยุโรป ก่อนการประชุมธนาคารเฟด

ในครั้งที่แล้ว บทรีวิวของคู่ EUR/USD มีชื่อหัวข้อว่า “ในสภาวะแห่งความไม่แน่นอน” และเป็นไปอย่างที่ยืนยันในสัปดาห์ก่อนหน้า ราคาคู่นี้เริ่มต้นสัปดาห์ที่ 1.1643 ก่อนที่จะขยับลงมายัง 1.1581 จากนั้นขึ้นไปที่ 1.1691 และปิดตลาดท้ายสัปดาห์ลงมาอีกครั้งที่ระดับ 1.1560

เหตุการณ์สำคัญของสัปดาห์ที่แล้วคือการประชุมของธนาคารกลางยุโรป อัตราดอกเบี้ยคงที่ที่ระดับเดิมคือ 0% ตามการคาดการณ์ ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษจึงเป็นการแถลงความเห็นของผู้บริหารธนาคารฯ เกี่ยวกับนโยบายทางการเงิน หลังจากธนาคารเฟดสหรัฐฯ และธนาคารแห่งชาติอังกฤษประกาศกำหนดเวลาที่จะเริ่มจำกัดมาตรการกระตุ้นทางการเงิน (QE) นักลงทุนก็อยากได้ยินมุมมองในลักษณะเดียวกันจากธนาคารกลางยุโรป แต่การแสดงท่าทีดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น การแถลงข่าวของธนาคารฯ กลับคงท่าทีเหมือนกับในการประชุมครั้งที่แล้วเมื่อเดือนกันยายน

ข้อมูลภายในจาก Bloomberg ชี้ว่า ขณะนี้มีความเห็นที่ไม่พ้องกันในหมู่สมาชิกผู้บริหารธนาคารกลางยุโรป ที่สำคัญที่สุดประการแรกคือเรื่องความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อที่จะมาถึง คำยืนยันของ นางคริสติน ลาการ์ด ว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นล่าสุดที่ 3.4% เป็นเพียงภาวะชั่วคราวนั้นไม่เพียงพอ และยังเป็นที่น่ากังขาหลังเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 28 ปี ในเยอรมนี (4.6%) และในสเปนในรอบ 37 ปี (5.5%) คำแถลงของผู้บริหารธนาคารฯ ว่า การวิเคราะห์นั้นไม่ยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2022 ก็ฟังดูไม่แน่นอน

ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นทำให้นักลงทุนรู้สึกว่า ยุโรปจะไม่เริ่มลดมาตรการกระตุ้นทางการเงินจนกว่าจะถึงช่วงปลายปี 2022 และต้นปี 2023 ค่าเงินยูโรน่าจะอ่อนค่าลงเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากเราดูบนกราฟ เราจะเห็นว่าคู่ EUR/USD ขยับขึ้นเป็นอย่างมากกว่า 110 จุด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ซึ่งน่าประหลาดใจแต่ก็เกิดขึ้นแล้ว!

เหตุผลหลักมาจากสถิติเศรษฐกิจมหภาคจากฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งประกาศในเวลาเดียวกับการแถลงข่าวของประธานธนาคารกลางยุโรป จากการคาดการณ์เบื้องต้น GDP สหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 3 จะอยู่ที่ 2.0% ซึ่งต่ำกว่าระดับก่อนหน้าที่ 6.7% รวมถึงตัวเลขคาดการณ์ที่ 2.7% อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลดลงจาก 12.2% เหลือ 4.9% ตัวเลขเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดทัศนคติที่ดีในหมู่นักลงทุนและทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า โดยดัชนี USD (DXY) ปรับลดลงมาจาก 93.86 เหลือ 93.33 และดัชนี Dow Jones และ S&P500 เกือบจะกลับสู่ระดับสูงสุดใหม่ ด้านราคาก๊าซและถ่านหินก็ส่งผลต่อดอลลาร์ด้วยเช่นกัน โดยลดความเป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤติเชื้อเพลิงในยุโรป

ในช่วงปลายสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ดอลลาร์ไม่ได้แค่ฟื้นตัวจากที่อ่อนค่าลงไปเท่านั้น แต่ยังกดดันคู่ EUR/USD ลงมาทำระดับต่ำสุดในรอบสามสัปดาห์ ท่าทีของนักลงทุนคือหัวใจสำคัญหลังจากการประกาศรายงานของธนาคารเฟดสหรัฐฯ เกี่ยวกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า Beige Book ก่อนการประชุมของธนาคารฯ ในสัปดาห์หน้า “ด้วยธนาคารเฟดมีกำหนดจะลดการซื้อสินทรัพย์และลดมาตรการที่ยืดหยุ่น ซึ่งน่าจะเป็นคุณสมบัติหลักของนโยบายในอนาคต อัตราความเสี่ยง/ผลตอบแทนจึงเป็นบวกสำหรับดอลลาร์มากขึ้น” อธิบายโดยนักวิเคราะห์จาก TD Securities

ดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนในรอบเดือนจากสินทรัพย์ความเสี่ยง อัตราผลตอบแทนในพันธบัตรที่สูงขึ้นเป็น 1.672% (สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม) และสถิติมหภาคที่ดีจากสหรัฐฯ ได้แก่ ค่า PCE ที่สูงขึ้น (ดัชนีค่าใช้จ่ายในการบริโภคส่วนตัว) ซึ่งคงที่ที่ 3.6% ในเดือนกันยายนและสิงหาคม อย่างไรก็ตาม สถิติจากฝั่งยุโรปก่อให้เกิดภาวะตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุน ซึ่งสถิติบ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นและการชะลอตัวของ GDP

แม้ว่าคู่ EUR/USD จะมีความผันผวนในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา อินดิเคเตอร์เทรนด์ 100% บนกรอบ D1 ชี้ไปทางทิศใต้ แต่ในหมู่ออสซิลเลเตอร์ ความผันผวนเหล่านี้ก่อให้เกิดความสับสนในระดับหนึ่ง มีเพียง 40% ของสัญญาณที่ชี้ไปทางทิศใต้ 30% ให้สัญญาณทิศเหนือ และ 30% ชี้ไปทิศทางด้านข้าง ไม่มีความเห็นที่พ้องกันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน โดย 30% โหวตให้กับแนวโน้มขาขึ้นของคู่นี้ ส่วน 55% โหวตให้กับขาลง และ 15% โหวตให้กับทิศทางด้านข้าง โดยระดับแนวรับอยู่ที่ 1.1520, 1.1485, 1.1425 และ 1.1250 ส่วนแนวต้าน ได้แก่ 1.1580, 1.1625, 1.1670, 1.1715, 1.1800, 1.1910

สำหรับเหตุการณ์และการประกาศสถิติเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญในสัปดาห์นี้จะมาจากทั้งสองฝั่ง ในวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน จะมีการประกาศปริมาณยอดขายปลีกของเยอรมนี และดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจของ ISM ในภาคการผลิตของสหรัฐฯ ส่วนวันพุธที่ 3 พฤศจิกายน จะมีการประกาศดัชนี ISM ในภาคบริการ รวมถึงรายงานของ ADP ว่าด้วยระดับการจ้างงานในสหรัฐฯ ในวันเดียวกันนี้จะมีเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์คือการประชุมของธนาคารเฟด รวมถึงการประกาศการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย และการแถลงความเห็นของผู้บริหารธนาคารฯ เกี่ยวกับนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ ด้านฝั่งยุโรป นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรปมีกำหนดจะกล่าวแถลงในวันพุธและพฤหัสบดี

และตามธรรมเนียมปกติในวันศุกร์แรกของเดือน วันที่ 5 พฤศจิกายน เราจะได้ทราบสถิติจากตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงดัชนีที่สำคัญอย่าง NFP ซึ่งเป็นจำนวนตำแหน่งงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ นอกจากนี้จะมีการประกาศสถิติยอดขายปลีกของยูโรโซนในวันเดียวกัน
GBP/USD: ก่อนการประชุมธนาคารเฟดและธนาคารแห่งชาติอังกฤษ

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งสะท้อนถึงราคาค้าปลีกของสินค้าและบริการของผู้บริโภคสำหรับประชาชนในสหราชอาณาจักร และเป็นตัวชี้วัดระดับเงินเฟ้อที่สำคัญ มีผลลัพธ์อยู่ที่ +0.3% ในเดือนกันยายน (เทียบกับ +0.4% และ +0.7% ในเดือนสิงหาคม) สำหรับสถิติปีต่อปี ดัชนี CPI สหราชอาณาจักรเติบโตขึ้น +3.1% (จากที่คาดการณ์ +3.2% และผลลัพธ์ +3.2% ในเดือนสิงหาคม) แม้ว่าดัชนีจะแสดงให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อชะลอตัวในเดือนกันยายน นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นในเดือนตุลาคมเนื่องด้วยราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ภาษีสาธารณูปโภค และการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน

สัปดาห์ที่จะถึงนี้ไม่ใช่แค่สัปดาห์แห่งการประชุมของธนาคารเฟดเท่านั้น แต่ยังเป็นการประชุมของธนาคารแห่งชาติอังกฤษอีกด้วย โดยการประชุมจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ภาวะเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในเดือนกันยายนไม่น่าจะส่งผลให้ธนาคารกลางอังกฤษหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า (ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.1%)

ภัยเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ประกอบกับอัตราการเติบโตที่อ่อนแอของ GDP และภาวะเงินเฟ้อสูงจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ซึ่งยังคงได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากเบร็กซิต ผู้เชี่ยวชาญของธนาคารแห่งชาติอังกฤษชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีจะเร่งตัวที่ประมาณ 5% ภายในเดือนเมษายนปีl 2022 และลดลงมายังเป้าหมาย 2% ภายในสิ้นปี 2022 นี่คืออัตราที่เร็วมาก และนายแอนดริว ไบเลย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางฯ กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า อัตราดังกล่าวอาจทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการและขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้

ขณะนี้ นักลงทุนหลายคนเชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยของเงินปอนด์อาจขยับถึง 0.45% ภายในสิ้นปี 2021 และ 0.95% ภายในเดือนมิถุนายนปี 2020 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เงินปอนด์แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ทุกอย่างไม่ง่ายเช่นนั้น และการจำกัดมาตรการกระตุ้นทางการเงินอาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรซบเซา วิกฤติรุนแรงขึ้น และมาตรฐานการครองชีพของประชาชนชาวอังกฤษย่ำแย่ลง ปริมาณยอดขายปลีก (ไม่รวมสินค้าเชื้อเพลิง) ตามที่รายงานโดยสำนักงานสถิติชี้ว่าตัวเลขปีต่อปีลดลงจาก -0.9% เหลือ -2.5% เป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเริ่มออมเงินกันมากขึ้น

ช่วงหนึ่งสัปดาห์ครึ่งที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มกระทิงของคู่ GBP/USD ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ได้อ่อนกำลังลง และปัจจัยบางประการจากคู่ EUR/USD ส่งผลให้เงินปอนด์ปิดตลาดรอบการซื้อขายที่ 1.3685 ในเวลาหนึ่งเดือนถัดมา

สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือการรอดูว่าตลาดจะตอบสนองอย่างไรต่อแผนการของธนาคารเฟดสหรัฐฯ และธนาคารแห่งชาติอังกฤษในการจำกัดมาตรการ QE ในขณะนี้ และในวันพุธและพฤหัสบดีซึ่งจะมีการประชุมของธนาคารกลางทั้งสองแห่งจะเป็นอีเวนต์ที่น่าสนใจอย่างแน่นอน และรับประกันถึงความผันผวนที่จะเกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญ 40% วางเดิมพันไว้กับฝั่งตลาดหมี ส่วนผู้เชี่ยวชาญ 30% ประกอบกับการวิเคราะห์กราฟบนกรอบ D1 สนับสนุนฝั่งตลาดกระทิง และ 30% ที่เหลือมีท่าทีเป็นกลาง

ด้านออสซิลเลเตอร์สูงถึง 50% ให้สัญญาณเป็นกลาง สัญญาณของออสซิลเลเตอร์ที่เหลือแบ่งออกเป็นเท่า ๆ กัน คือ 25% ให้สีแดง และ 25% ให้สีเขียว ด้านอินดิเคเตอร์เทรนด์บนกรอบ D1 ชี้ว่าฝั่งสีแดงเป็นฝ่ายชนะอย่างชัดเจนที่ 80% ส่วนแนวรับ ได้แก่ 1.3765, 1.3675, 1.3600, 1.3575, 1.3525 และ 1.3400 และระดับแนวต้านและเป้าหมายของแนวโน้มกระทิง ได้แก่ 1.3725, 3770, 1.3810, 1.3835, 1.3900 และ 1.4000
USD/JPY: เงินเยนมีเส้นทางเป็นของตนเอง

บทวิเคราะห์ฟอเร็กซ์และคริปโตเคอเรนซีประจำวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 20211

กราฟจากช่วงสองสัปดาห์ครึ่งที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ แนวโน้มขาขึ้นของคู่ USD/JPY หมดกำลังลงแล้วเช่นกัน เพียงแต่ในกรณีของคู่ GBP/USD ดอลลาร์อ่อนค่าลงเทียบกับเงินปอนด์ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน แต่ในทางกลับกันนั้น ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเยน

ค่าเงินญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินหลบภัยสำหรับนักลงทุน และการอ่อนค่าลงรอบล่าสุดนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนและความต้องการในความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในตลาด ทั้งนี้ อีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าคือการเปลี่ยนแปลงของสมดุลการค้าของญี่ปุ่นต่อการนำเข้าอันเนื่องมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงและเหล็กที่สูงขึ้น และแน่นอนเราต้องไม่ลืมปัจจัยที่สำคัญซึ่งส่งผลต่อราคา USD/JPY ซึ่งก็คืออัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนนี้มีความสัมพันธ์แบบผกผันโดยตรงกับความเสี่ยงในตลาด

USD/JPY ทำระดับสูงสุดในรอบสี่ปีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ขึ้นมาที่ 114.70 ซึ่งเป็นจุดที่ราคาเคยขยับถึงเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 หลังจากนั้น ความกะตือรือร้นของฝั่งตลาดกระทิงก็ผ่อนคลายลง ราคาได้ขยับลงและปิดตลาดสัปดาห์ที่แล้วที่ระดับ 113.95

ณ จุด ๆ นี้ นักวิเคราะห์ 70% คาดว่าราคาคู่นี้จะกลับมายังระดับ 113.00 ในตอนแรก และจากนั้นจะลงไปยังโซน 111.00-112.00 ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน ส่วนผู้เชี่ยวชาญ 30% ที่เหลือยึดมุมมองในทางตรงกันข้าม โดยคาดการณ์ว่าราคาจะทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบหลายปีและขึ้นไปยังโซน 115.00-116.00

ระดับแนวต้าน ได้แก่ 114.35, 114.70 และ 115.50 เป้าหมายระยะยาวสำหรับตลาดกระทิงคือราคาสูงสุดของเดือนธันวาคมปี 2016 ที่ 118.65 ส่วนแนวรับที่ใกล้ที่สุด ได้แก่ 113.85, 113.40 และ 113.25 จากนั้นที่ 112.00 และ 111.65

สำหรับเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้านี้ ได้แก่ การประกาศรายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายทางการเงินของธนาคารแห่งชาติอังกฤษในวันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มสูงที่ตลาดจะตอบสนองต่อรายงานดังกล่าวอย่างนิ่งสงบ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนการประชุมของธนาคารเฟดสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นอีเวนต์ที่นักลงทุนและนักเก็งกำไรทุกคนให้ความสนใจเป็นหลัก
.
กลุ่มนักวิเคราะห์ NordFX
.
สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] #NORDFX #FOREX #TRADE #ข่าวสาร #cryptocurrencynews #News

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

เลขประกาศ : 48617
จังหวัด แม่ฮ่องสอน
เข้าชม : 3 ครั้ง